Last updated: 3 ส.ค. 2569 | 20 จำนวนผู้เข้าชม |
การเลือกใช้สีเพื่อรังสรรผลงานออกแบบให้ดูโดดเด่นและน่าสนใจนั้น จัดว่าเป็นอีกหนึ่งในปัญหาสำหรับงานออกแบบไม่ใช่น้อยเลยทีเดียว เพราะไม่ใช่เรื่องง่ายเลยในการที่จะให้ผลงานการออกแบบนั้นๆ ดูโดดเด่น สะดุดตา และทำให้ผู้บริโภคมีความสนใจร่วมในผลงานที่ออกแบบ ดังนั้น การเลือกใช้สีที่สามารถสื่ออารมณ์ของงานออกแบบชิ้นนั้น ๆ ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่มีความสำคัญไม่ใช่น้อย แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องยากจนเกินไป
ตามที่เราทราบกันดีว่าโทนสีต่าง ๆ เริ่มต้นมาจากแม่สีทั้งสามสีคือ เหลือง แดง น้ำเงิน และเกิดเป็นวงจรสีทั้ง 12 สี โดยจะยึดหลักการดูสีจากวงล้อสีที่จะสามารถช่วยแสดงให้เห็นได้ถึงความสัมพันธ์ของโทนสีแต่ละสีที่เรียงอยู่รอบวงล้อนั้น และสำหรับการเลือกใช้สีจะมี 4 ทฤษฎีง่าย ๆ ดังนี้

ทฤษฎีสีข้างเคียง
ทฤษฎีนี้เป็นการเลือกใช้สีที่มีความกลมกลืนกัน หรือสีที่อยู่ใกล้ ๆ กัน โดยการเลือกใช้สี 3 สีที่อยู่ติดกันบนวงล้อสี เช่น สีเหลือง สีเหลืองส้ม และสีส้ม เพื่อให้ภาพรวมดูเข้ากันอย่างเป็นธรรมชาติและใช้งานง่าย สีมีความใกล้เคียงกัน ไม่ตัดกันรุนแรง มองแล้วสบายตา ให้ความรู้สึกกลมกลืนและเป็นระเบียบ สามารถคุมโทนได้ง่าย เหมาะสำหรับผู้ที่เริ่มต้นเป็นนักออกแบบ เพราะไม่มีความยุ่งยากซับซ้อนมากนัก
ตัวอย่างชุดสีข้างเคียง
กลุ่มสีโทนร้อน: สีเหลือง – สีเหลืองส้ม – สีส้ม
กลุ่มสีโทนเย็น: สีเขียวเหลือง – สีเขียว – สีเขียวฟ้า
กลุ่มสีคุมโทน: สีม่วง – สีแดง – สีส้มแดง

ทฤษฎีสีตรงข้าม
เป็นการจับคู่สี 2 สีที่อยู่ตรงข้ามกันโดยสิ้นเชิงบนวงล้อสี เพื่อสร้างความแตกต่าง (Contrast) ขั้นสูงสุด ทำให้สีทั้งสองดูเด่นชัดและสะดุดตาขึ้นมาทันทีเมื่ออยู่คู่กัน สีคู่ตรงข้ามในวงล้อสีมีทั้งหมด 6 คู่ ดังนี้
สีหลือง – สีม่วง, สีเขียวเหลือง – สีม่วงแดง
สีแดง – สีเขียว, สีส้มเหลือง – สีม่วงน้ำเงิน
สีน้ำเงิน – สีส้ม, สีส้มแดง – สีเขียวน้ำเงิน
ลักษณะสำคัญของสีตรงข้าม
ตัดกันรุนแรง: สร้างความตื่นเต้น ดึงดูดสายตาได้ดีเยี่ยม
ขับผิวซึ่งกันและกัน: เมื่อวางคู่กัน สีแต่ละสีจะดูสว่างและสดใสขึ้น
ห้ามผสมกัน: หากนำสีตรงข้ามมาผสมกันในสัดส่วนที่เท่ากัน จะได้สีเทาหรือสีน้ำตาลหม่น (สีจะหักล้างกันเอง)
เนื่องจากสีตรงข้ามมีการตัดกันทางอารมณ์อย่างรุนแรง หากใช้ในปริมาณเท่ากัน (50:50) จะทำให้ลายตา นักออกแบบจึงมักใช้สีหนึ่งเป็นสีหลัก 80% และใช้อีกสีหนึ่งเป็นสีตัดเน้นเพียง 20% เพื่อให้งานดูมีมิติและสบายตามากขึ้น และถ้าหากมีจุดที่ใกล้กันเกินไปให้ใช้สีขาว-ดำเข้ามาช่วย รวมถึงใช้สีคู่ตรงข้ามผสมกันเพื่อทำให้งานมีมิติและสมดุลมากยิ่งขึ้น ดังนั้นจึงต้องอาศัยความชำนาญและประสบการณ์ของผู้ออกแบบ ในการปรับเพิ่มหรือลด Contrast สีเพื่อให้มีความโดดเด่นมากพอสมควร
ตัวอย่างคู่สีตรงข้ามยอดนิยม
สีแดง ตรงข้ามกับ สีเขียว (คู่สีคริสต์มาส, งานเทศกาล)
สีเหลือง ตรงข้ามกับ สีม่วง (คู่สีหรูหรา, ดึงดูดสายตา)
สีน้ำเงิน ตรงข้ามกับ สีส้ม (คู่สีโปสเตอร์ภาพยนตร์, แนวสปอร์ต)

ทฤษฎีเลือกสีแบบสามเหลี่ยม
การใช้สีที่อยู่ตรงข้ามกันอย่างชัดเจนจำนวน 3 สีบนวงล้อสี ตัวชุดสีที่ได้จะมีความต่างกันอย่างมาก แต่จะไม่ตัดกันจนเกินไป ไม่ว่าจะเป็นชุดสีใด ก็จะได้สีที่อยู่ได้ทั้ง 2 วรรณะมาร่วมด้วยเสมอ ทำให้จะมีทั้งสีวรรณะร้อน วรรณะเย็น และสีที่อยู่ได้ทั้งคู่ที่นำมาลดความขัดแย้ง ทำให้งานออกมาลื่นไหล แต่การใช้งานสีแบบนี้ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญ เนื่องจากมีสีหลักมากกว่า 1 สี ทำให้การควบคุมยากกว่าเดิมมาก
Cr. Photo : มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา โดย อาจารย์ณัฏฐ์พัฒน์ คนมีฉลาด
ตัวอย่างชุดสีสามเหลี่ยมยอดนิยม
แม่สีหลัก: สีแดง - สีเหลือง - สีน้ำเงิน
สีขั้นที่สอง: สีส้ม - สีเขียว - สีม่วง (ให้ความรู้สึกแฟนตาซี ลึกลับ หรือแนวโจ๊กเกอร์)
โทนพาสเทล/ซอฟต์: สีส้มแดง - สีเขียวเหลือง - สีม่วงน้ำเงิน (ดูแฟชั่นและทันสมัย)
เทคนิคการใช้งานให้สวยงาม
การใช้สีแบบสามเหลี่ยมมีข้อควรระวังคือ สีอาจจะแย่งความเด่นกันเองจนดูเลอะเทอะ นักออกแบบจึงมักใช้กฎ 60-30-10 ในการควบคุม:
สีหลัก (60%): เลือกมา 1 สีเพื่อใช้เป็นพื้นหลังหรือพื้นที่ส่วนใหญ่
สีรอง (30%): เลือกสีที่สองมาช่วยเสริมมิติ
สีตัดเน้น (10%): ใช้สีสุดท้ายในปริมาณน้อยที่สุดเพื่อแต่งแต้มจุดเด่นหรือปุ่มสำคัญ
Cr. Photo : มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา โดย อาจารย์ณัฏฐ์พัฒน์ คนมีฉลาด
ทฤษฎีการสามสีตรงข้ามใกล้เคียง
เป็นทฤษฎีสีที่ใกล้เคียงกับสีตรงกันข้ามมากที่สุด โดยแทนที่จะใช้สีที่อยู่ตรงข้ามกันโดยตรง (ซึ่งตัดกันรุนแรงเกินไป) ทฤษฎีนี้จะให้เลือกสีหลักมา 1 สี แล้วจับคู่กับสีข้างเคียงของสีตรงข้ามอีก 2 สี ส่งผลให้ลากเส้นบนวงล้อสีแล้วเกิดเป็นรูปสามเหลี่ยมหน้าจั่ว การใช้สูตรนี้จะได้งานที่โดดเด่นสะดุดตาคล้ายสีตรงข้าม แต่ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย สบายตา และดูซอฟต์ลง ไม่ฉูดฉาดจนตาพร่า
ตัวอย่างการจับคู่สีตรงข้ามเยื้อง
สีหลักคือ สีเหลือง: สีตรงข้ามโดยตรงคือสีม่วง แต่เราไม่ใช้สีม่วง เราจะเลี่ยงไปใช้สีข้างเคียงของมันแทน คือ สีม่วงน้ำเงิน และ สีม่วงแดง
สีหลักคือ สีเขียว: สีตรงข้ามคือสีแดง แต่เราจะเปลี่ยนไปจับคู่กับ สีส้มแดง และ สีม่วงแดง แทน
สีหลักคือ สีน้ำเงิน: สีตรงข้ามคือสีส้ม แต่เราจะเปลี่ยนไปจับคู่กับ สีส้มเหลือง และ สีส้มแดง แทน
เทคนิคการใช้งาน
แนะนำให้ใช้สีหลัก (Base Color) เป็นพื้นที่ส่วนใหญ่ของชิ้นงานประมาณ 70-80% แล้วนำอีก 2 สีที่เยื้องมาแต่งแต้มเป็นจุดเด่นหรือรายละเอียดเล็ก ๆ จะช่วยให้ชิ้นงานดูมีมิติและมีความเป็นมืออาชีพสูงมาก
และทั้งหมดนี้คือเทคนิคการเลือกใช้สีในงานออกแบบที่สามารถนำไปใช้กับงานออกแบบต่าง ๆ ได้ และการเลือกออกแบบกล่องบรรจุภัณฑ์เองก็เช่นกัน สามารถนำทฤษฎีนี้ไปใช้เพื่อเพิ่มความจดจำแบรนด์ให้แก่ลูกค้าได้เช่นกัน....![]()
แหล่งที่มาข้อมูล : Pickaboxpack.com
แหล่งที่มาข้อมูล : มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา โดย อาจารย์ณัฏฐ์พัฒน์ คนมีฉลาด

13 ก.ค. 2567
11 ก.ค. 2567
11 ก.ค. 2567