Last updated: 22 ส.ค. 2569 | 8 จำนวนผู้เข้าชม |
หากพูดถึงประโยชน์ของกล่องไปรษณีย์ ในมุมของคนทั่วไปอาจเข้าใจว่าเป็นเพียงกล่องกระดาษที่ใช้ปกป้องสินค้าที่อยู่ภายในกล่องให้ถึงมือลูกค้าที่อยู่ปลายทางอย่างปลอดภัยเท่านั้น แต่ในมุมของเจ้าของธุรกิจกล่องกระดาษสำหรับใส่สินค้าเหล่านี้หมายถึงชื่อเสียง ภาพลักษณ์ และต้นทุนของธุรกิจด้วย ด้วยเหตุผลเหล่านี้เจ้าของธุรกิจจึงใส่ใจกับการเลือกกล่องพัสดุส่งสินค้าเป็นพิเศษ คำถามคือต้องเลือกอย่างไรบ้างนั้น มาดูกันเลย
เลือกขนาดให้พอดีกับสินค้า: เลือกกล่องที่บรรจุสินค้าได้ 1–5 ชิ้น ไม่ใหญ่เกินไปเพื่อลดการใช้กันกระแทกและหลีกเลี่ยงการโดนคิดค่าส่งเพิ่มจากขนาดปริมาตร
เลือกประเภทกล่องลูกฟูก: ใช้กล่องกระดาษลูกฟูกที่มีความแข็งแรง ทนทาน และช่วยซับแรงกระแทกได้ดีกว่ากระดาษทั่วไป
มีช่องจ่าหน้าชัดเจน: เลือกกล่องที่มีพิมพ์ช่องผู้ส่ง-ผู้รับบนฝากล่อง เพื่อความเป็นระเบียบและดูน่าเชื่อถือ
สำรองขนาดที่หลากหลาย: มีกล่องไซส์เล็กสุดและใหญ่สุดสำหรับสินค้าแต่ละชิ้นเผื่อไว้ ไม่จำเป็นต้องซื้อไซส์ใหญ่ทั้งหมด
เปลี่ยนใช้ซองพลาสติก: หากเป็นสินค้าที่ไม่แตกหักง่าย เช่น เสื้อผ้า ผ้าเช็ดหน้า ผ้าขนหนูผืนเล็ก ๆ เป็นต้น ให้เปลี่ยนมาใช้ซองพลาสติกไปรษณีย์แทน เพื่อลดน้ำหนักและประหยัดค่าส่ง
ขนาดของกล่องไปรษณีย์
ข้อดีของการเลือกขนาดกล่องพัสดุให้พอดีกับสินค้าที่อยู่ด้านใน ไม่เล็กไม่ใหญ่จนเกินไป นอกจากจะช่วยลดโอกาสที่อาจเกิดขึ้นกับสินค้า อย่างสินค้าแตกหักเสียจากการถูกกดทับจากกล่องพัสดุอื่น สินค้าเสียหายเพราะสามารถเคลื่อนที่ไปมาในกล่องพัสดุ หรือกล่องพัสดุเปิดออกในระหว่างความขนส่งแล้ว ยังช่วยประหยัดต้นทุนในขั้นตอนการจัดส่งลง เพราะกล่องใหญ่มีราคาสูงกว่ากล่องเล็ก อีกทั้งการคิดค่าบริการการขนส่งจะคำนวณจากน้ำหนัก ยิ่งกล่องใหญ่ก็ยิ่งทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็น
นอกจากให้ความสำคัญกับขนาดของกล่องพัสดุ โดยมีขนาดพอดีกับสินค้าที่บรรจุอยู่ข้างในแล้ว ยังต้องเลือกกล่องพัสดุให้เหมาะกับประเภทของสินค้าที่ส่งด้วย ยกตัวอย่างเช่น
สินค้าทั่วไป
สำหรับการส่งสินค้าทั่วไปที่มีลักษณะแห้ง ไม่มีความชื้น อายุสินค้ายาวนาน หรือมีโอกาสเน่าเสียน้อย อย่างของใช้ในชีวิตประจำวัน หนังสือ เสื้อผ้า เครื่องใช้ไฟฟ้า สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องประดับ เครื่องสำอาง ข้าวสาร ธัญพืช หรือขนมแห้ง ฯลฯ สามารถเลือกได้ทั้งกล่องที่มีความหนาแบบ 3 ชั้นลอน และ 5 ชั้นลอน และเลือกโดยพิจารณาจากน้ำหนักของสินค้าที่บรรจุ หากสินค้ามีน้ำหนักมากเกินกว่า 10 กิโลกรัมขึ้นไปควรเลือกแบบ 5 ชั้นลอน เพราะมีความหนามากกว่าสามารถรองรับสินค้าที่มีน้ำหนักมากได้ อย่างไรก็ตามเพื่อเพิ่มความปลอดภัยของสินค้า แนะนำว่าควรห่อสินค้าด้วยบับเบิลกันกระแทกอีกชั้นก็จะช่วยลดความเสียหายได้มากขึ้น
สินค้าประเภทผัก-ผลไม้
สำหรับสินค้าประเภทผัก ผลไม้ มีลักษณะสำคัญคือ น้ำหนักมาก มีความชื้น ส่วนมากขนส่งครั้งละจำนวนมาก จึงทำให้กล่องพัสดุมีโอกาสเกิดความเสียหายฉีกขาดระหว่างการขนส่งได้จากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็น น้ำหนักสินค้ามากเกินไป การวางกล่องซ้อนทับกันมากเกินไป ความชื้นจากสินค้า ดังนั้นจึงควรเลือกกล่องพัสดุที่มีความหนา สูงหรือออกแบบมาเฉพาะสำหรับการขนส่งสินค้าประเภทผักผลไม้ที่มีความหนา 5 ชั้น มีรูระบายอากาศลดความชื้น ช่องจับด้านข้างทำให้สะดวกในการขนย้าย และลายสกรีนรูปผลไม้เพิ่มมูลค่าของสินค้า
สินค้าประเภทอาหารสำเร็จรูปและอาหารพร้อมทาน
สำหรับสินค้าประเภทอาหารสำเร็จรูป อย่างอาหารปรุงสุก ขนมไทย หรือเบเกอรี่ ซึ่งปัจจุบันจะสามารถส่งไปให้ลูกค้าในต่างจังหวัดได้แล้ว แต่มีข้อจำกัดของการส่งสินค้าประเภทอาหารสำเร็จรูป อาจเกิดความเสียหายได้ตลอดเวลา ด้วยเหตุนี้เพื่อลดโอกาสเกิดความเสียหายควรเลือก บรรจุภัณฑ์อาหาร ที่สามารถป้องกันความเสียหายได้ เช่น กล่องอาหารที่มีฝาปิดสนิท ถุงฟอยล์ซีล หรือถาดฟอยล์ เป็นต้น อย่างไรก็ตามในการขนส่งสินค้าประเภทอาหารสำเร็จรูปต้องคำนึงถึงอายุการเก็บรักษาของอาหาร หากเป็นอาหารที่อายุสั้นหรือต้องอยู่ในอุณหภูมิที่เฉพาะควรเลือกการขนส่งแบบควบคุมอุณหภูมิที่มีการรักษาอุณหภูมิในระหว่างขนส่งและส่งรวดเร็วกว่า....![]()
แหล่งที่มาข้อมูล : meawlogis.com, mybox888.com![]()

21 ก.ค. 2569