Last updated: 22 ส.ค. 2569 | 23 จำนวนผู้เข้าชม |
ก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจเรื่องของ น้ำหนักปริมาตร ให้ชัดเจนก่อน บริษัทขนส่งในไทยเกือบทุกเจ้าจะคิดค่าบริการจากน้ำหนักจริง หรือน้ำหนักปริมาตร อย่างหนึ่งอย่างใด โดยมีสูตรคำนวณดังนี้
สูตรคำนวณน้ำหนักปริมาตร:
น้ำหนักปริมาตร (กก.) = กว้าง (ซม.) × ยาว (ซม.) × สูง (ซม.) ÷ 5,000
ตัวอย่าง:
กล่องขนาด 40 × 30 × 20 ซม. น้ำหนักปริมาตร = 40 × 30 × 20 ÷ 5,000 = 4.8 กก.
ถ้าของจริงหนักแค่ 0.5 กก. ก็ยังต้องจ่ายค่าขนส่งตาม 4.8 กก. อยู่ดี นี่คือสาเหตุหลักที่หลายร้านจ่ายค่าขนส่งแพงโดยไม่รู้ตัว
วิธีที่ 1: เลือกกล่องที่พอดีกับสินค้า อย่าใช้กล่องใหญ่เกินไป
หลายร้านใช้กล่องขนาดเดียวกับสินค้าทุกชิ้นเพื่อความสะดวก แต่ถ้ากล่องใหญ่เกินสินค้าจริง จะเสียค่าขนส่งตามน้ำหนักปริมาตรมากขึ้นทุกออเดอร์
แนวทางปฏิบัติ: แบ่งสินค้าออกเป็น 2–3 กลุ่มตามขนาด และมีกล่องที่ตรงกับแต่ละกลุ่ม ตัวอย่างเช่น กล่องเบอร์ B สำหรับสินค้าเล็ก กล่องเบอร์ D สำหรับสินค้ากลาง และกล่องเบอร์ F สำหรับสินค้าใหญ่ ลงทุนซื้อกล่อง 3 ขนาดไว้ประจำ ช่วยประหยัดค่าขนส่งได้คุ้มมาก
วิธีที่ 2: เลือกกล่องที่บางพอ อย่าใช้กล่อง 5 ชั้นสำหรับสินค้าเบา
กล่อง 5 ชั้นหนากว่ากล่อง 3 ชั้นประมาณ 3–4 มม. ต่อด้าน ถ้ากล่องมี 6 ด้าน ความหนาเพิ่มขึ้นทำให้ขนาดรวมโตขึ้น ส่งผลต่อน้ำหนักปริมาตร และราคากล่องก็แพงกว่าด้วย สำหรับสินค้าน้ำหนักเบาไม่เกิน 10–15 กก. ใช้กล่อง 3 ชั้น สเปค KA ก็เพียงพอ และราคาประหยัดกว่า
วิธีที่ 3: ลดวัสดุกันกระแทกที่ไม่จำเป็น
วัสดุกันกระแทกมีส่วนทำให้กล่องใหญ่และหนักขึ้น โดยวัสดุกันกระแทกมีหลากหลายรูปแบบให้เลือกใช้ดังนี้
กระดาษลูกฟูกม้วน — เบากว่าแอร์บับเบิ้ล เหมาะกับสินค้าที่ไม่บอบแบกมาก
กระดาษฝอย (Shredded Paper) — เบามาก ดูสวย เหมาะกับกล่องของขวัญ
กระดาษครัมเปิล (Crumpled Kraft) — ย่นกระดาษคราฟท์เป็นม้วน กันกระแทกได้ดี น้ำหนักเบา
แอร์บับเบิ้ลเม็ดเล็ก แทนเม็ดใหญ่ — กันกระแทกได้ดีพอกัน แต่บางกว่า ทำให้กล่องเล็กลงได้
วิธีที่ 4: คำนวณน้ำหนักปริมาตรก่อนสั่งกล่องทุกครั้ง
ก่อนสั่งกล่องใหม่ ลองคำนวณน้ำหนักปริมาตรของกล่องที่คิดจะใช้ก่อน แล้วเปรียบเทียบกับน้ำหนักจริงของสินค้า เลือกขนาดที่ทำให้น้ำหนักปริมาตรใกล้เคียงกับน้ำหนักจริงมากที่สุด
ตัวอย่างการเปรียบเทียบความคุ้มค่า
ถ้าใช้กล่องใหญ่เกินไป สมมติขนาด 40 × 30 × 25 น้ำหนักปริมาตร = 6.0 กก. แม้สินค้าน้ำหนัก 1 กก. ก็ต้องจ่ายที่ราคา 6 กก.
ถ้าใช้กล่องที่พอดี 25 × 20 × 15 น้ำหนักปริมาตร = 1.5 กก. สินค้าน้ำหนัก 1 กก. จ่ายที่ราคา 1.5 กก.
ถ้าส่งวันละ 50 ออเดอร์ ประหยัดได้ 4.5 กก. × 50 ออเดอร์ = 225 กก. ต่อวัน ที่ค่าขนส่งกก.ละ 10–15 บาท นั่นคือ ประหยัดได้วันละ 2,000–3,000 บาท
วิธีที่ 5: สั่งกล่องจำนวนมากในครั้งเดียว ลดราคาต่อใบ
ราคากล่องกระดาษลูกฟูกลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อสั่งจำนวนมากขึ้น ตัวอย่างเช่น:
จำนวนสั่ง ราคาโดยประมาณ/ใบ ต้นทุนรวม
50 ใบ 12–15 บาท 600–750 บาท
200 ใบ 8–10 บาท 1,600–2,000 บาท
500 ใบ 6–8 บาท 3,000–4,000 บาท
1,000 ใบ 4–6 บาท 4,000–6,000 บาท
ร้านที่ส่งของทุกวันควรคำนวณปริมาณที่ใช้ต่อเดือน แล้วสั่งครั้งเดียวล่วงหน้า 1–2 เดือน ประหยัดได้ทั้งราคากล่องและค่าจัดส่ง
วิธีที่ 6: ใช้กล่องไปรษณีย์มาตรฐานเมื่อสินค้าพอดี
กล่องไปรษณีย์มาตรฐานเบอร์ต่างๆ ถูกออกแบบมาให้มีขนาดที่เหมาะสมกับระบบขนส่งอยู่แล้ว ทำให้ค่าขนส่งอยู่ในช่วงที่เหมาะสม ถ้าสินค้าของคุณพอดีกับกล่องมาตรฐานเหล่านี้ ไม่จำเป็นต้องสั่งผลิตพิเศษให้เสียเงินเพิ่ม
กล่องไปรษณีย์ที่ร้านออนไลน์ใช้มากที่สุด:
เบอร์ B (17×25×9 ซม.) — เสื้อผ้า, เครื่องสำอาง, อาหารเสริม
เบอร์ C (20×30×11 ซม.) — ของใช้ทั่วไป, ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว
เบอร์ D (22×35×14 ซม.) — รองเท้า, กระเป๋าเล็ก
เบอร์ E (24×40×17 ซม.) — อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์, ของเล่น
Kerry Size S (24×37×14 ซม.) — ออกแบบมาให้พอดีกับ Kerry โดยเฉพาะ
สรุป
ในการแพคสินค้าก่อนจัดส่ง เราควรคำนวณน้ำหนักปริมาตร ก่อนการเลือกใช้กล่องให้พอดีกับสินค้าที่ต้องการจัดส่ง ไม่ใหญ่เกินไป สินค้าที่มีน้ำหนักเบาสามารถใช้เป็นกล่องลูกฟูก 3 ชั้นก็เพียงพอแล้ว สำหรับวัสดุกันกระแทกให้เลือกใช้ตามลักษณะของสินค้า และยิ่งถ้าเราสั่งซื้อกล่องในปริมาณมาก ๆ จะได้ราคาที่ถูกลง ทำให้ประหยัดต้นทุนไปได้มากเช่นกัน.....![]()
แหล่งที่มาข้อมูล : Thaipaperbox.com![]()
